แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ nokia แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ nokia แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เมาส์เป็นยางเหนียวเหมือนละลาย จะแก้ไขได้อย่างไร

เมาส์เป็นยางเหนียวเหมือนละลาย จะแก้ไขได้อย่างไร
อาการของเมาส์ที่เหนียวและเกิดการละลายของผิวหน้าหรือสัมผัสในส่วนต่างๆ เกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเมาส์ที่มีราคาถูกหรือแพงก็ตาม เพราะนอกจากจะขึ้นอยู่กับวัสดุที่นำมาผลิตเป็นบอดี้ของเมาส์แล้ว การจัดเก็บและการสัมผัสในการใช้งาน เหงื่อที่ทำมาปฏิกิริยากับเมาส์ก็ส่งผลทำให้เกิดอาการเมาส์เหนียวและละลายได้เช่นกัน
การแก้ไขพอที่จะทำได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะกลับมาเหมือนเดิม ได้เพียงแต่บรรเทาอาการเหล่านั้นลง และนำกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง ถึงแม้จะไม่ได้สวยงามเหมือนเดิม แต่ก็ไม่ส่งผลต่อการใช้งาน
สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือ การเลือกนำยาทำความสะอาดให้เหมาะสม ควรจะมีส่วนผสมของน้ำยาทำความสะอาดได้ในระดับหนึ่งและมีส่วนของการดูแลพื้นผิวไปด้วยในตัวอย่าง ลาโนลีนหรืออื่นๆ ที่ใกล้เคียง เพื่อที่จะให้พื้นผิวที่เหนียวกลับมาเรียบเนียนได้มากที่สุด
งดการใช้น้ำยาที่อาจมีผลในการทำละลายพลาสติกหรือชุดสี อย่างเช่น น้ำยาล้างเล็บหรือน้ำมันบางชนิด ที่จะทำให้พื้นผิวเสียไปมากกว่าเดิม
วิธีการเช็ดก็ใช้ผ้าแบบไม่มีขนชุบน้ำยา แล้วเช็ดไปตามพื้นผิวที่เสียหาย ซึ่งจะทำให้คราวเหนียวเหล่านั้นหายไปบ้าง แต่เป็นการเคลือบลงไปด้วย ซึ่งอาจจะไม่ได้ทำให้เมาส์กลับมาผิวเหมือนเดิม แต่ก็จับถือใช้งานได้แบบสะดวกใจเหมือนเดิม
แต่สิ่งสำคัญก็คือการจัดเก็บเมาส์ให้อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ดีเท่าที่จะทำได้ อย่างเช่น ไม่ใส่ไว้ในกระเป๋าร่วมกับอุปกรณ์ที่มีโอกาสขูดขีดกับเมาส์หรืออยู่ในสภาวะที่มีอุณหภูมิสูงเกินไป ซึ่งก็จะส่งผลเสียต่อวัสดุของเมาส์หลายรุ่นโดยตรง รวมไปถึงต้องระวังบรรดาน้ำยาหรือสารเคมีต่างๆ ที่มีสารละลายที่อาจส่งผลกระทบต่อเมาส์ได้อีกด้วย
แต่บางครั้งด้วยระยะเวลาหรืออายุของอุปกรณ์ในแต่ละตัวก็จะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับคุณภาพของวัสดุที่นำมาผลิต ก็มีส่วนสำคัญ แม้จะดูแลอย่างดีแล้วก็ตาม ก็อาจจะยังเกิดอาการเหนียวๆ บนเมาส์ที่เราใช้ได้เช่นกัน
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

มือถือ“แอนดรอยด์“เสี่ยงมากถ้าถ่ายภาพโป๊ เพราะสามารถกู้ไฟล์คืนมาได้

อันตราย! ผู้เชี่ยวชาญเผย แอนดรอยด์เสี่ยงมากถ้าถ่ายภาพโป๊ เพราะสามารถกู้ไฟล์คืนมาได้
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริษัท Avast ซึ่งเป็นบริษัทด้านป้องกันความเสี่ยงภัยทางคอมพิวเตอร์ภัย เปิดเผยว่า การถ่ายภาพโป๊ หรือภาพเซลฟี่เปลือยอวดตัวเองของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ อาจถือเป็นเรื่องอันตรายมาก เพราะจริงๆ ภาพเหล่านี้ไม่สามารถลบให้หายไปจากมือถือได้
บริษัทนี้เผยว่า บริษัทได้ทำการตรวจสอบด้วยการนำโทรศัพท์มือถือแอนดรอยด์ที่ซื้อจากเว็บไซต์อีเบย์ เพื่อตรวจสอบว่า ข้อมูลในมือถือประเภทนี้จะถูกลบได้อย่างถาวรหรือไม่ ผลปรากฎว่า บริษัทสามารถกู้ภาพจำนวน 4 หมื่นภาพจากมือถือกว่า 20 เครื่อง จำนวนนี้รวมท้ั้งภาพเซลฟี่เปลือยของผู้หญิง และภาพเปลือยของผู้ชาย
โดยบริษัทสามารถเข้าถึงการกู้ไฟล์เหล่านี้ได้ แม้ว่าเจ้าของมือถือเหล่านี้จะได้รีเซทค่าของมือถือที่มีต้นแหล่งจากโรงงงานผลิตไปแล้ว เพราะการรีเซทดังกล่าวไม่ได้ไปกระทบต่อพื้นที่จัดเก็บข้อมูลเหล่านี้แต่อย่างใด และหมายความว่า หากใครขายมือถือ ก็มีโอกาสที่ภาพของพวกเขาจะถูกกู้คืนมาได้ รวมทั้งข้อมูลสำคัญ ๆ ด้วย
ทั้งนี้ การเปิดเผยนี้มีขึ้นทั้งที่กูเกิล ผู้ผลิตระบบปฎิบัติการแอนดรอยด์ ได้ประกาศว่า ระบบปฎิบัติการใหม่ยากที่จะแฮ็กข้อมูลหากถูกลบไปแล้ว อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า สำหรับผู้ใช้ไอโฟนและไอแพดอาจเบาใจได้ เนื่องจากจะไม่ต้องเผชิญกับปัญหานี้ เพราะด้วยระบบไอโอเอสจะทำให้ข้อมูลของเครื่องจะไม่สามารถกู้คืนมาได้ หากมีการรีเซทค่าจากโรงงานแล้ว

ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2557

วิธีการป้องกัน บุตรหลาน กดซื้อเพชรในเกมดัง

วิธีการป้องกัน บุตรหลาน กดซื้อเพชรในเกม Cookie Run หรือไอเท็มอื่นๆ ทั้งบน Android และ iOS
กลายเป็นข่าวดังกระฉ่อนกันเลยทีเดียวครับ หลังจากที่มีข่าว สาวใหญ่เมืองสุพรรณ ได้รับบิลค่าโทรศัพท์รายเดือน เป็นจำนวนเงิน 2 แสนกว่าบาท เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่า เกิดจากลูกชายตนเอง นำไปใช้ซื้อเพชรในเกม Cookie Run แบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และไม่คาดคิดว่า จะมีค่าใช้จ่ายบานปลายขนาดนี้
ซึ่งปัจจุบัน เครือข่าย AIS ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ คุณแม่ผู้เคราะห์ร้ายรายนี้ ใช้บริการอยู่ ได้มีบริการที่เรียกว่า AIS 3G Billing บริการเกี่ยวกับ แอพพลิเคชั่น ทางอินเทอร์เน็ต อาทิเช่น การสมัครใช้งาน หรือซื้อไอเท็ม และ คอนเทนต์ ผ่านทาง Google Play Store ซึ่งทาง AIS จะเป็นผู้รับชำระค่าสินค้าและบริการเหล่านี้ ให้กับทาง Play Store ด้วยการหักจากบิลค่าโทรศัพท์ของเครือข่าย AIS ทั้งแบบรายเดือน และแบบเติมเงิน โดยที่ผู้ใช้ ไม่จำเป็นต้องมีบัตรเครดิตแต่อย่างใด ซึ่ง จุดนี้ ถือว่า สร้างความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้ได้เป็นอย่างดีทีเดียว แต่ถ้าหากใช้ผิดประเภท หรือมีลูกหลานแอบเอา มือถือ ของเราไปใช้ ก็อาจทำให้เกิดเหตุการณ์แบบเดียวกับข้างต้นได้ครับ
สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ได้เกิดกับผู้ใช้ มือถือแอนดรอยด์ เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ในต่างประเทศ ก็เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ทั้งบน Android และ iOS จนถึงขั้นฟ้องร้องเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายกันเลยทีเดียว ปัญหา หลักๆ ส่วนใหญ่ก็คือ ลูกหลานของเรา รู้รหัสผ่านทั้งบน Play Store และ App Store ซึ่งเกิดขึ้นจากตัวผู้ปกครองเอง จะเผลอล็อกอินค้างไว้ หรือบรรดาหนูน้อย จะแอบรู้มาเองก็ตาม โดยวิธีการป้องกันก็คือ ไม่ควรบอกรหัสผ่านให้ใครทราบ จะเป็นวิธีการป้องกันได้เป็นอย่างดีครับ
โดยในวันนี้ ทีมงาน techmoblog มีวิธีการปิดการใช้งาน In-App Purchase ทั้งบน iOS และ Android มาฝากกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ เจ้าของมือถือ เสียเงินจากการซื้อไอเท็มในเกมแบบไม่รู้ตัว มาชมกันครับว่า มีวิธีการอย่างไรกันบ้าง
วิธีการปิดการใช้งาน In-App Purchase บน iOS
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201406/images_14035077161.jpg
เข้าไปที่ Settings > General > Restrictions
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201406/images_14035077362.jpg
เลือก Enable Restrictions เพื่อเปิดใช้งาน จากนั้นใส่รหัส Pascode ลงไป ข้อแนะนำก็คือ รหัส Passcode ตัวนี้ ควรจะเป็นคนละตัวเลขกับ Passcode สำหรับปลดล็อคหน้าจอนะครับ (แต่สามารถใช้ตัวเลขเดียวกันได้) และที่สำคัญ ห้ามบอกรหัสผ่านกับคนอื่นด้วย
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201406/images_14035076463.jpg
เสร็จแล้ว ให้ปิดการใช้งาน In-App Purchase ครับ หรือจะรวมถึง iTunes Store และ iBook Store ด้วยก็ได้ เพียงแค่นี้ ก็จะช่วยไม่ให้เกิดค่าใช้จ่ายแปลกปลอมขึ้นได้ครับ
นอกจากนี้ วิธีการป้องกันสำหรับผู้ใช้งาน iOS อีกวิธีหนึ่งก็คือ ไม่ใส่เลขที่บัตรเครดิต ผูกติดกับ Apple ID สามารถเข้าไปแก้ไขได้ที่ Settings > iTunes & App Store แล้วคลิกที่ Apple ID > View Apple ID > ใส่รหัสผ่าน ในส่วนของ Payment Information ถ้าหากมีการผูกกับบัตรเครดิต ไม่ว่าจะเป็น Visa หรือ Mastercard ให้เลือกเป็น None ครับ
ให้ใส่รหัสผ่านทุกครั้ง ที่มีการซื้อ หรือดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น และคอนเทนต์
ในส่วนของผู้ใช้ iOS เคยเกิดปัญหา กรณีล็อกอินค้างไว้ และถ้าหากมีการซื้อไอเท็มภายในเวลา 15 นาที จะไม่มีป็อบอัพแจ้งเตือนให้ใส่รหัสผ่าน Apple ID และนั่นก็ถือว่า เป็นจุดอ่อนสำหรับผู้ใช้ได้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้ ทาง Apple จึงเปลี่ยนกฏใหม่ สามารถแจ้งให้ใส่รหัสผ่านทุกครั้งได้ เมื่อมีการซื้อ หรือดาวน์โหลดแอพฯ มาดูวิธีการตั้งค่ากันครับ
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201406/images_14035081724.jpg
จาก General > Restrictions หน้าเดิมด้านบน ให้เลื่อนลงมา จะเจอคำว่า Require Password ให้เปลี่ยนจาก 15 minutes มาเป็น Immediately เพียงแค่นี้ ก็เรียบร้อยครับ แต่อย่าลืมว่า ห้ามบอกรหัสผ่านแก่ใครทั้งสิ้น
บน iOS 8 ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปด้วย Family Sharing
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201406/images_14017402051.jpg
iOS 8 ได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ที่มีชื่อว่า Family Sharing ที่สามารถแอด บุคคลในครอบครัวได้สูงสุด 6 คนด้วยกัน ข้อดีก็คือ ทุกๆ ครั้งที่มีการซื้อแอพฯ บน App Store จะมีการแจ้งเตือนไปยัง ผู้ปกครอง ก่อน ทำให้หมดปัญหาเรื่อง บุตรหลานเผลอไปกดซื้อแอพฯ ได้อย่างตรงจุด นอกจากนี้ ยังสามารถแชร์รูป, ตารางนัดหมายต่างๆ รวมไปถึง แชร์ Location ได้อีกด้วย
วิธีการเปิดฟังก์ชัน ให้ใส่รหัสผ่านทุกครั้ง เมื่อมีการซื้อไอเท็มบน Play Store [Android]
มากันที่ อุปกรณ์ในระบบปฏิบัติการ Android กันบ้างครับ วิธีการป้องกันเบื้องต้น ก็คือ เปิดใช้งานฟังก์ชัน ให้ใส่รหัสผ่านทุกครั้ง เมื่อมีการซื้อ ไอเท็ม หรือ คอนเทนต์ ผ่าน Play Store นั่นเอง มาดูกันว่า ทำได้อย่างไรบ้าง
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201406/images_14035159471.jpg
เข้าไปที่ Play Store ปัดหน้าจอไปด้านซ้าย เพื่อเปิดเมนูขึ้นมา เลือก การตั้งค่า
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201406/images_14035160532.jpg
คลิกที่ ต้องป้อนรหัสผ่านเพื่อสั่งซื้อ (Require password for purchases) แล้วเลือกเปิดใช้งานแบบ สำหรับการสั่งซื้อทั้งหมดผ่านทาง Google Play บนอุปกรณ์นี้ และอย่าลืมว่า อย่าบอกรหัสผ่านให้ใครทราบด้วยนะครับ เพียงแค่นี้ก็เรียบร้อย
สนับสนุนเนื้อหา: www.techmoblog.com
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2557

อย่าโง่! หลงเชื่อ! ข้อมูลที่ว่า “การพันสายชาร์จทำให้คุณภาพการใช้งานลดลง”

อย่าโง่! หลงเชื่อ! ข้อมูลที่ว่า การพันสายชาร์จมือถือและหูฟังจะให้คุณภาพการใช้งานลดลง
เมื่อวานนี้ทีมงานเห็นบทความเกี่ยวกับ การพันสายที่ชาร์จมือถือกับหูฟังด้วยเม็ดบีทฟรุ้งฟริ้ง หรือเกลียวพลาสติกอะไรก็แล้วแต่ว่ามันทำอันตรายให้แก่สายชาร์จและหูฟัง อาจจะทำให้สายไหม้ได้เลยเนื่องด้วยความร้อนที่เพิ่มขึ้นเพราะสายไฟระบายความ ร้อนไม่ทัน โดยข้อมูลที่ว่านี้มีการอ้างถึงแหล่งข้อมูลแรกก็คือคนที่เรียนช่างไฟมา (ช่างไฟในตำนานรึเปล่า…ผมไม่เล็กนะครับ #ผิด นั่นมันช่างแอร์) ก็มีการแชร์บทความนี้ไปเยอะแยะมากมาย เอาเป็นว่าเรามาวิเคราะห์กันทีละจุดดีกว่าครับ ว่าตกลงแล้วสายชาร์จและหูฟังโทรศัพท์เนี่ยสามารถพันสายได้รึเปล่า แล้วมันเป็นอันตรายจริงหรือ?
1389135572-photo-o
อันดับแรกขออ้างถึงเนื้อหาในบทความบางส่วนก่อนนะครับ
การ พันสายชาร์จมือถือและหูฟังจะให้คุณภาพการใช้งานลดลงตามไปด้วยนะครับเนื่อง จากการใช้งานทั้งการชาร์จไฟ และที่หูฟัง จะเกิดความร้อนขึ้นในสายชาร์จและหูฟัง…กรณีที่สายชาร์จมือถือหรือหูฟังมี อย่างอื่นไปพันไว้ จะส่งผลทำให้ความร้อนไม่สามารถระบายออกมาได้ แถมยังเป็นการทำให้สายชาร์จมือถือและหูฟังเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ดีไม่ดีสายชาร์จมือถือหรือหูฟังอาจจะไหม้เอาง่ายๆหรือไฟฟ้าอาจจจะลัดวงจรได้ อีกด้วยนะครับ

ประเด็นเรื่องความร้อน

สรุปสั้นๆ ง่ายๆ เลยครับ ถ้าเมื่อไหร่ที่สายชาร์จโทรศัพท์สามารถจ่ายไฟได้เท่ากับที่ชาร์จโน็ตบุ๊ค ถึงตอนนั้นค่อยกังวลจะดีกว่าครับ เพราะ สายชาร์จโทรศัพท์เนี่ยระหว่างชาร์จกับไม่ชาร์จบอกตรงๆ ว่าความร้อนแทบจะไม่แตกต่างกันเลย ด้วยมันจ่ายไฟได้น้อยเกินกว่าที่จะมีความร้อนจนเป็นอันตรายต่อเครื่องและตัว มันเองครับ เพราะฉะนั้นเม็ดบีทฟรุ้งพริ้งอะไรนั่นสามารถพันได้ ไม่เกิดปัญหาเกี่ยวกับความร้อนแน่นอน ส่วนสายหูฟังเนี่ย ประเด็นนี้ถือว่าไร้สาระเอามากๆ เลยครับ สายหูฟังปกติมันก็แทบจะไม่มีความร้อนอยู่แล้ว ต่อให้พันด้วยเม็ดบีทสิบรอบยี่สิบรอบมันก็ไม่มีทางร้อนแล้วพังหรอกครับ
ที่อันตรายจริงๆ น่าจะเป็นการแปะสติ๊กเกอร์ที่ตัวอแดปเตอร์ หรือการไม่ยอมถอดพลาสติกที่หุ้มตัวอแดปเตอร์ออกแล้วนำไปชาร์จไฟจะทำให้เกิด ความร้อนและเป็นอันตรายมากกว่าเสียอีก

“เพราะฉะนั้น ทีมงาน NotebookSPEC ขอฟันธง!
พันสายชาร์จและสายหูฟังไม่ทำให้เกิดความร้อน
จนส่งผลต่ออายุของสายชาร์จและสายหูฟังแน่นอน!”

“ถ้าจะพังจริงๆ ก็พังตั้งแต่เอามือถือ ที่เอาไปติดฟิล์มใส่เคสแล้วล่ะครับ”

แล้วการพันสายชาร์จมีข้อเสียหรือไม่?

USB
ผู้ร้ายตัวจริงของการพันสายชาร์จและสายหูฟังไม่ ได้อยู่ที่ความร้อน แต่อยู่ที่น้ำหนักมากกว่า เพราะการที่เราร้อยเม็ดบีทเข้าไปที่สายชาร์จเนี่ย มันเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับสายชาร์จ ทีนี้ปัญหาจะเกิดเวลาที่เราใช้งานจริงๆ นี่แหละเวลาที่เราชาร์จไฟ น้ำหนักจากเม็ดบีทฟรุ้งฟริ้งจะไปรั้งสายชาร์จและอาจทำให้เกิดอันตรายต่อขั้ว สาย ทำให้ขั้วสายงอ และตามมาด้วยอาการขั้วสายหัก โดยเฉพาะสายชาร์จไอโฟนเนี่ยตัวดีเลย บอบบางเหลือเกิน
วิธีการแก้ไข ปัญหาขั้วสายชาร์จหักแบบบ้านๆ ง่ายนิดเดียว เพียงแค่นำสปริงปากกามาใส่บริเวณขั้วสายทั้ง 2 ฝั่งก็ช่วยได้เยอะเลยหล่ะ เครดิตภาพ: pantip.com
Spring
ส่วนการพันสายหูฟัง ข้อเสียของมันก็คือเป็นการสะสมคราบเหงื่อ ตาม ปกติแล้วหูฟังเวลาที่เราสวมใส่เนี่ย สายจะมีโอกาสแนบกับแก้มเราอยู่แล้ว และยิ่งถ้าใครนำสายหูฟังสอดไว้ใต้เสื้อ โอกาสที่สายหูฟังเจอเหงื่อก็จะยิ่งมีมากขึ้น แต่โดยปกติแล้วถ้าไม่มีอะไรมาหุ้มมันไว้เหงื่อก็จะแห้งไปเอง แต่ถ้ามีสิ่งของมาหุ้มมันเช่นเม็ดบีทเนี่ย ทำให้โอกาสที่จะเกิดการหมักหมมภายในสายหูฟังก็มีมากขึ้น ใช้ งานไปนานๆ หากแกะออกมาอาจจะทำให้ยี้ได้เลยทีเดียว นอกจากนี้เหงื่อยังเป็นตัวการที่ทำให้สายหูฟังปริและเกิดอาการสายขาดได้นะ ครับ เพราะฉะนั้นหลังใช้งานหูฟังเสร็จควรทำการเช็ดด้วยผ้าชุบน้ำบิดหมาดอย่างน้อย สัปดาห์ละครั้ง ซึ่งถ้าเราร้อยเม็ดบีทเนี่ยจะทำให้การทำความสะอาดเป็นเรื่องยากไปทันที
584464
โดยสรุปแล้วการพันสายชาร์จมือถือกับหูฟังด้วย เม็ดบีทไม่ได้เป็นการทำให้ความร้อนจากการชาร์จไฟและการใช้งานสูงจนถึงในขนาด ที่ว่าส่งผลต่ออายุการใช้งานและทำให้ไฟฟ้าลัดวงจรได้นะครับ แต่ปัญหาที่เกิดจากการพันสายไฟจริงๆ น่าจะเป็นเรื่องของน้ำหนักสายที่จะทำให้เกิดปัญหาสายชาร์จพังเพราะขั้วหัก มากกว่า เอาเป็นว่าก็พันได้แหละครับ สวยงามฟรุ้งฟริ้งกันไป แต่อย่าพันให้สายหนักจนเกินไปก็แล้วกันนะ
ข้อมูลจาก Specphone
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

รีวิว LG G2 MINI ถึงแม้จะชื่อมินิแต่ความสามารถไม่มินินะจ๊ะ !!

LG
Review by Bluecosmos (@ibluecosmos)
          เทคโนโลยีส่วนใหญ่มักถูกทำให้เล็กลงเรื่อยๆ บางอย่างก็แค่ทำเล็กลงอย่างเดียว บางอย่างทำให้เล็กลงแถมยังเติมความสามารถหรือส่วนประกอบอื่นๆเข้ามาแทนเพื่อให้ได้ความสามารถที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นอย่างหลังกันซะมากกว่า อาจจะเพราะคนเราต้องการอะไรที่ดีกว่าเดิมเสมอก็เป็นได้ หากย้อนกลับมามองในวงการมือถือ เรามักจะเห็นหลายๆค่ายออกมาทำ Smartphone ในชื่อรุ่น Mini ซึ่งจะตามหลังจากตัวท็อปรุ่นแรกของตัวเอง และอย่างรุ่นที่ผมจะพูดถึงวันนี้มันก็สานต่อมาจาก LG G2 มันก็คือ LG G2 Mini นั่นเอง
LG
          LG G2 Mini คงคอนเซปต์เดิมจาก LG G2 ทั้งการออกแบบตัวเครื่อง รวมถึงความสามารถหลักๆที่มีอยู่บน LG G2 ทำให้มันสามารถคงความเป็นรุ่นพี่ของมันได้เป็นอย่างดี ด้วยราคาที่ถูกลงเกือบครึ่งนึง อย่างไรก็ตามหากมาเจาะลงไปที่เรื่องของวัสดุและ Spec นั้น ก็ถูกลงทอนลงมาพอสมควร (ก็แน่ละราคาถูกกว่าจะดีเท่าตัวท็อปคงเป็นไปได้ยาก) หากเทียบรุ่นที่ราคาใกล้เคียงกัน ถือว่า LG G2 Mini เป็นรุ่นนึงที่น่าจับตามองไม่ใช่น้อย

ด้านตัวเครื่อง

LG          LG G2 Mini มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 4.7 นิ้วความละเอียดระดับ qHD ขนาดกำลังดี แต่ความละเอียดที่จริงน่าจะทำในระดับ HD ได้ แต่ก็ไม่ได้ถือว่าแย่อะไร ยังดีที่ตัวหน้าจอเป็น IPS LCD และเป็น Gorilla Glass 2 อีกด้วย จับถือใช้งานได้ค่อนข้างง่ายใช้งานได้เต็มหน้าจอได้อย่างไม่ต้องเลื่อนมือไปมา ส่วนเรื่องความคมชัดก็เนื่องด้วยความละเอียดไม่สูงนักทำให้มีความหยาบเห็นเป็นเส้นๆของหน้าจอบ้างพอสมควรครับ แต่ถ้าไม่ซีเรียสขนาดว่าหน้าจอต้องคมเท่ารุ่นท็อปอันนี้ผมว่าไม่ใช่ประเด็นอะไร
LG LG
LG LG
          เรื่องหน่วยประมวลผลตัวเครื่องมาพร้อม CPU Qualcomm Snapdragon 400 ซึ่งเป็น Quad-Core 1.2GHz เป็นตัวใหม่ที่ทาง Qualcomm เปิดตัวมาและเอามาใช้กับรุ่นราคาไม่แพงนัก หากเทียบกันก็พอๆกับ Quad-Core จาก MediaTek นั่นแหละครับ สำหรับเรื่องของ RAM มีมาให้ 1GB ถือว่าใช้ได้กับเครื่องราคาระดับนี้ โดยจากที่ทดสอบใช้งานดูพบว่าใช้งานได้ไหลลื่นดีครับ ไม่มีค้าง และไม่มีปัญหาอะไรกับโปรแกรมหลักๆ
LG
          การออกแบบตัวเครื่องอย่างที่กล่าวไปว่ามีการดึงเอาความเป็น G2 มาครบ ไม่ว่าจะเป็นปุ่มควบคุมที่ไปอยู่ด้านหลังทั้ง 3 ปุ่ม วางอยู่ใต้ตัวกล้อง โดยตัวปุ่มนั้นนูนออกมามากกว่าของ G2 นิดหน่อยและดูไม่ค่อยมีน้ำหนักในการกด ทำให้เวลาใส่กระเป๋ามักทำให้หน้าจอเปิดเองบ่อย หรือเข้าโหมดกล้องเองบ่อยไปหน่อย บางทีก็น่าหงุดหงิดนะครับเนี่ย แต่หากถือใช้งานต้องบอกว่าเป็นการวางตำแหน่งปุ่มที่ดีครับ
LGLG
          สำหรับการออกแบบส่วนอื่นๆ ด้านหน้ายังคงเหมือนกับ LG G2 คือมีขอบหน้าจอที่บางและประหยัดพื้นที่ด้านหน้าค่อนข้างเยอะ ส่วนด้านบนไม่วายมี infrared มาให้ทำให้สามารถทำตัวเครื่องเป็น Smart Remote ได้ด้วย นอกนั้นก็มีช่องใส่หูฟัง 3.5 มม. และไมค์ตัดเสียงรบกวน ส่วนด้านล่างของเครื่องมีช่อง microUSB 2.0 รวมถึงไมค์และลำโพง ที่ออกแบบมาเหมือนกัน อารมณ์เดียวกับ iPhone
LGLG
          วัสดุของเครื่องด้านหน้าไม่ต่างจาก LG G2 แต่ส่วนข้างเครื่องหรือด้านหลัง วัสดุดูดรอปจาก G2 แบบชัดเจน โดยเฉพาะฝาหลังที่กลายเป็นพลาสติกลายขรุขระลดราคาลงแบบชัดเจน แต่จับแล้วหากบอกว่าราคาต่ำหมื่นได้วัสดุแบบนี้ก็ไม่แปลกครับ
LG
          ฝาหลังเองแกะออกมาได้ เปิดออกมาพบกับแบตเตอรี่แบบแกะได้ 2,440 mAh ใส่ได้ 2 SIM แบบ microSIM และแน่นอนมีช่องใส่ microSD card มาให้ด้วยเช่นกัน
LG LG
LG LG
LG LG
          เครือข่ายที่รองรับของ LG G2 Mini อันนี้ต้องบอกว่าไม่มีที่ติเพราะรองรับเครือข่าย 3G แบบ Quadband 850/900/1900/2100MHz ก็ถือว่ามาตรฐานโลกใช้ในไทยก็ไร้ปัญหา และแน่นอนเป็น 2 SIM แบบ microSIM ทั้งคู่ ซึ่งรองรับการใช้งาน 3G ทั้ง 2 ซิมเลยครับ สามารถเลือกค่า Default หลักในเมนูได้ เช่น พวกการโทรออก, SMS, Data ได้ ทำให้สามารถใช้งานได้ง่าย สำหรับการใช้งานก็ต้องบอกว่าเครื่องรับสัญญาณได้ดี ไร้ปัญหาครับ
LG LG
          นอกจากนี้เรื่องการใช้งานเชื่อมต่ออื่นๆ เช่น Wi-Fi ก็ถือว่าทำได้ดี ไม่มีหลุดรวมถึงการรับสัญญาณเองก็ทำได้อยู่ในระดับมาตรฐานครับ อยู่บ้านชั้น 2 วางเร้าเตอร์ชั้น 1 ใช้งานได้ไร้กังวล ส่วนการเชื่อมต่ออื่นๆก็มีหลักๆมาให้ครบยกเว้น NFC ครับ

แหล่งที่มา: www.mxphone.net

วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2557

WeChat แจกอิโมติคอน “Marvel Super Heroes”

WeChat แจกอิโมติคอน Marvel Super Heroes

           รายงานข่าวแจ้งว่า แอปพลิเคชั่นสนทนา (แชท) บนสมาร์ทดีไวซ์ วีแชท WeChat ได้ปล่อยอิโมติคอนแอ็คชั่น Marvel Super Heroes ทั้ง Captain America, Spier-Man, Iron Man, Thor, Hulk และ Black Widow ให้ดาวน์โหลดได้ฟรีถึงวันที่ 29 เม.ย.2557 นี้
           โดยผู้ใช้งาน WeChat เพิ่มความสุขในการแชทได้ด้วยการส่งอิโมติคอนท่าทางแอ็กชั่นกับเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ผ่านตัวการ์ตูนชุด Marvel Super Hero ส่งแทนความรู้สึกกันได้ เช่น รู้สึกดีมาก ๆ ก็ส่งอิโมติคอน Spiderman กระโดดปีนป่ายปล่อยใยรักไปบนหน้าแชทหรือจะฉลองชัยชนะด้วย Thor ที่จะเหาะมาสร้างรอยยิ้มให้ หรือถ้าเจอวันแย่ ๆ เรื่องงาน เรื่องเรียนก็มาส่งพี่ Hulk และ Captain America คลายความเซ็งความเบื่อ