วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ปรากฎการณ์ “เหนียวไก่หาย” และ “ไลล่า” ที่ไม่น่าเป็นพะวง

ปรากฎการณ์ “เหนียวไก่หาย” พร้อมกับ “ไลล่า” ที่ไม่น่าเป็นห่วง
มีผู้เป็นห่วง ไลล่า สาวน้อยวัย 15 ปีแห่งจังหวัดสตูลผู้โด่งดังจากคลิป เหนี่ยวไก่หาย ซึ่งมียอดแชร์ทะลุแสนปางชั่วข้ามคืน ว่าเธอจักรับมือกับความดังไม่ไหว กับบ้างก็บ่นว่าความตื่นเต้นเรื่องคลิปนี้ของคนไทยสะท้อนความห่วยของสังคมไทยด้วยกันเพราะเฉพาะสื่อไทย
เห็นด้วยเฉพาะเรื่องสื่อไทยในแง่ที่ว่าดูเหมือนไม่เคยทุ่มเทความทำเป็นทำข่าวเจาะลึกที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างนี้เลยแต่กับข่าวนี้นั้นหลายสำนักแทบจักระดมทุกสรรพกำลังไปตามล่าหาตัว ไลล่า แล้วแข่งกันเสนอข่าวราวกับไม่มีเรื่องอื่นใดในโลกสำคัญกว่าไลล่าด้วยกันเหนียวไก่ของเธอ
ความแน่แท้การเสนอข่าว เหนียวไก่พร้อมทั้งไลล่า ของสื่อนั้นไม่ผิด ยิ่งในแง่ คุณค่าข่าว ยิ่งไม่ผิด เนื่องจากข่าวนี้เป็น a human interest story ไม่ใช่หรือเป็นเรื่องราวที่อยู่ในความสนใจของผู้คนร่วมสังคม การฟันธงว่าข่าวนี้ไม่มีคุณค่าเลยจึงอาจเข้าข่าย ท่วมท้นไปหน่อย ในด้านของความพยายามจักอยู่ในโลกแห่งความ ดีงาม เชื่อว่าทุกอย่างต้องแน่นอนจัง หนักแน่น มีประโยชน์
คุณค่า ไม่จำเป็นต้องแปลว่า เอื้อประโยชน์สูงสุดต่อสังคม เสมอไป ความสนใจใดๆของปัจเจกย่อมมี คุณค่า ต่อปัจเจกผู้นั้น กับการยอมรับรวมถึงเคารพความสนใจอันแตกต่างหลากหลายของมนุษย์ที่เป็นเพื่อนร่วมสังคมกับเราแม้เราจะไม่เห็นว่ามันน่าสนใจเลยถือเป็นคุณค่า อย่างหนึ่ง
ข้ออ่อนด้อนของสื่อไทยที่ควรต้องพิจารณาตนเอง จึงเป็นเรื่องความคิดด้วยกันความรอบรู้ในการนำเสนอข่าวสารต่างๆ มากกว่า
สิ่งที่สื่อไทยควรคิดกับทบทวนก็คือ ทุกวันนี้ได้ทำงานในบทบาทสื่ออย่างเต็มที่แล้วหรือยัง ได้ทุ่มเทความรอบรู้ในการคิดค้นสืบหาความนักต่างๆ ที่สังคมควรรับรู้มานำเสนอไม่ใช่หรือยัง ตระหนักหรือไม่ก็ไม่ว่ามีข่าวอะไรบ้างที่ควรต้องติดตามสืบค้นข้อมูลมาทำเป็นข่าว เหรอทำเป็นแต่ข่าวส่วน human interest ซึ่งก็ไปได้ไม่ไกลว่าความสนใจระดับผิวเผิน วูบวาบ ไม่เก่งเข้าถึง เบื้องหลัง ปรากฏการณ์ตามที่เป็นยิ่ง
น่าคิดเหมือนกันว่า ทั้งๆ ที่สื่อสำนักต่างๆ แข่งกันทำข่าวไลล่า เราๆท่านๆ ที่ติดตามข่าวก็ไม่ยักได้ข้อมูลที่พอจักตรัสได้อย่างชัดเจนว่า ไลล่ามีชีวิตอย่างไร แบบไหน เพราะว่าตามคลิปพร้อมกับตามคำให้สัมภาษณ์ซึ่งอ้างโดยหนังสือพิมพ์บางฉบับ ครั้น เหนียวไก่ หายไป เธอก็ไปขอเงินแม่มาซื้อใหม่ พร้อมด้วยเธอมีเงินอยู่ในกระเป๋า ไม่หวังอิโม้
ส่วนหนังสือพิมพ์บางฉบับอ้างคำให้สัมภาษณ์ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูลว่าเธอยากได้จนอยู่กับยายต้องลาออกจากโรงเรียนตั้งแต่ชั้น ม.2 มารับจ้างรีดผ้า ดูแลยายพร้อมกับเรียนการศึกษานอกโรงเรียนไปด้วย
ด้านหนึ่ง สื่อ และผู้คนที่มีสถานภาพค่อนข้างดีในสังคม มักมองเห็นเด็กๆ ในสื่อที่ไม่ได้มาจากตระกูลดังหรือไม่ก็ตระกูลนักธุรกิจ เป็นเด็กยากจนพร้อมกับ เหยื่อ ผู้เผชิญอุปสรรคมากมายในชีวิตให้ต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหระบือ แต่ในหลายๆ กรณี นั่นคือภาพลวงตาที่ไม่ใกล้เคียงความนัก
ไลล่าในคลิปไม่ใช่เหยื่อ ถ้าเชื่อคำให้สัมภาษณ์ของเธอจากสำนักข่าวอีกแห่งหนึ่งก็คือ เธอเจ็บใจที่ เหนียวไก่ หาย เธอจึงทำคลิปลงเฟสบุ๊คของเธอเอง พร้อมกับครั้งให้แม่ดู แม่ก็ขำ ใครๆ ก็ขำ แต่เธอตกใจบ้างที่มันกลายเป็นข่าวดัง เพราะว่าเธอไม่ได้ตะโกรงดัง
ทั้งหมดที่เธอทำลงไปในคลิป คือบ่นพร้อมทั้งต่อว่าใครก็ตามที่ขโมยเหนียวไก่ที่เธอตั้งใจซื้อมากินให้สบายใจ จริงๆๆแล้วเธอเป็น ฝ่ายกระทำ เพื่อตอบโต้ใครก็ตามที่ขโมยเหนียวไก่ เธอไม่ได้ทำคลิปด้วยความรู้สึกเก็บกดไม่มีทางต่อสู้ แต่เธอกำลังต่อสู้ด้วยการบ่นพร้อมกับสบถในคลิปเพื่อระบายความโกรธออกมาดังๆ ซึ่งด้านหนึ่งเป็นชัยชนะของเธอ
นั่นคือ ใครก็ตามที่ขโมยเหนียวไก่ไปกำลัง เสียเปรียบ ก็เพราะว่าถูกประจานต่อสาธารณะ แม้ไลล่าจักยังไม่สมรรถรู้ได้ว่าใครก็ตามนั้นคือใคร แต่การที่ไลล่าได้ด่าว่าหัวขโมย ย่อมถือว่าได้ตอบโต้หัวขโมยแล้ว อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง
น่าสนใจว่าเหตุใดผู้คนจึงชอบคลิปของเธอแม้เธอจักสบถ? เหตุใดคำสบถของเธอ จึงมิได้ทำให้คนอื่นๆ จำนวนมากที่ได้ยิน ฟังแล้วรู้สึกหยาบคาย?
แน่นอนว่ามีคนตกใจพร้อมกับรังเกียจคำสบถของเธอถึงขั้นเอามือปิดปากด้วยความตกใจว่าเธอช่างหยาบคายแท้แต่คนกลุ่มหลังนี้ซึ่งดูเหมือนจะมาจากกลุ่มคนชั้นกลางในเมืองเพราะว่าเฉพาะเมืองบางกอกผู้ปรารถนาเท่าโลกแห่งความดีพร้อมอาจหลงลืมชีวิตปกติของสามัญชน ไม่เช่นนั้นก็เติบโตขึ้นมาในโลกสวยจนไม่รู้จักชีวิต
คำตอบของคำถามข้างบนนั้นอยู่ที่บริบทกับสถานะของคำสบถ
ไลล่ามิได้กำลังด่ากราดเอาเป็นเอาตายไม่ก็ประกาศจักเข่นฆ่าใครให้ตายเหมือนหลายๆคลิปที่มีผู้สบถออกอากาศแช่งชักหักกระดูกใช่ไหมขู่ฆ่าคนคิดต่าง แต่เธอกำลังบ่นไปสบถไป ด้วยความขุ่นเคืองปกติในชีวิตปกติของชาวบ้าน
การบ่นของเธอเป็นเรื่อง ขำๆพร้อมด้วยน่ารัก ด้วยผู้ได้รับฟังคนอื่นๆ ซึ่งมิใช่ขำว่าคนบ่น ด้อยกว่า ตลกกว่า เหมือนคนไทยจำนวนมากชอบขำ (อย่างที่ไม่ควรขำ) กับมุกภาษา แตกต่างที่ตลก ของเพื่อนบ้านต่างชาติ กรณีนี้ขำก็เพราะว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การขโมยปกติที่ แน่แท้จัง พร้อมด้วย เสียหาย อย่างแน่นอนจัง มันไม่ใช่การขโมยรถ ไม่ใช่การขโมยเงิน สมมตเป็นการขโมยข้าวเหนียวไก่ ซึ่งมีมูลค่าพ่าง 30 บาท
กรณีนี้ขำเพราะหน้าตาพร้อมด้วยเสียงบ่นของไลล่าที่ได้อารมณ์หงุดหงิดแบบคนเจ็บใจว่าอุตส่าห์ซื้อเหนียวไก่มากินมาแล้วอดกิน
ที่สำคัญคือภาษากลางสำเนียงใต้ที่เรียกกันว่า ทองแดงพร้อมกับอารมณ์บ่น ของไลล่า ซึ่งต่างจากการ ด่าอย่างเหี้ยมเกรียม มุ่งร้ายหมายชีวิต ทำให้คำสบถ เหยดแหม่ กลายเป็นคำขำๆ ที่ลดทอนความรู้สึก ด่าแม่ อย่างแน่แท้จัง ให้เป็นความรู้สึกธรรมดาๆ เพราะว่าสร้อยคำอย่างธรรมดาที่คนใต้จำนวนมากใช้กันอยู่ในชีวิตปกติ
ไลล่ารู้ตัวว่าคำสบถของเธอหยาบคายเพราะด้วยคนทั่วไปในการให้สัมภาษณ์ที่แสดงตัวแพร่ทางคลิป เธอขอโทษที่พูดคำหยาบพร้อมทั้งรายงานว่าไม่คิดว่าคลิปจักเผยแพร่ไปอื้อขนาดนี้
เราไม่อาจรู้ได้ว่าไลล่าเติบโตมาอย่างไรแต่จากคลิปเหนียวไก่หายและคลิปคำให้สัมภาษณ์ของเธอภายหลัง รวมทั้งจากข่าวต่างๆ ที่พอประมวลมาได้ น่าเชื่อว่าเธอเป็นเด็กสาวที่มีสติสัมปชัญญะและมีความรับผิดชอบ เธอมิได้แสดงตัวเป็นคนดัง ครั้นเมื่อมีผู้ไปขอถ่ายรูปขณะเธอกำลังทำงานที่ร้านขายไก่ เธอก็บ่งบอกชัดเจนว่าเธอขอทำงานก่อน
นอกจากนั้น เธอยังมีญาติผู้ใหญ่ที่จะคอยดูแลในกรณีที่มีข่าวว่าจักมีบริษัทมือถือไปติดต่อขอให้เธอเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณา
ในฐานะคนปักษ์ใต้คนหนึ่งผู้เขียนเห็นว่าสังคมปักษ์ใต้โดยทั่วไปยังคงมีความเข้มแข็งของสังคมเครือญาติ คนในครอบครัวยังดูแลกันกับกันเสมอ
ปรากฏการณ์ เหนียวไก่หาย ไม่ได้ทำให้ไลล่าน่าเป็นห่วง และไม่ได้ทำให้สังคมไทยเสื่อมทราบลงด้วยคำสบถ เหยดแหม่ ที่คนจำนวนมากพูดกันอยู่แล้วในชีวิตประจำวันโดยไม่มีนัยถึงการ ด่าแม่
ที่น่าห่วงกว่ากลับเป็นสติของคนทำสื่อด้วยกันเราๆ ท่านๆ ในการเต้นตามข่าว รวมถึงบรรดาผู้โหนกระแสไลล่าที่ตามเกาะไลล่าราวกับตัวเห็บ
ถ้าหากต้องการโหนกระแสกันแท้ๆน่าจักช่วยกันตามหาว่าเหตุใดจึงมีการขโมยเกิดขึ้นได้ต่อหน้าต่อตาหน้าร้านเซเว่นอิเลฟเว่นกลางเมืองสตูล แค่ข้าวเหนียวไก่ยังขโมยกันได้แล้วชีวิตจักปลอดภัยหรือ
ความสนใจตามกระแสเป็นเรื่องปกติ มิใช่ความผิดหรือน่าอับอาย แต่สมมติว่ารู้จักเหมือนตามกระแสจนไม่เคยมองเห็นเรื่องราวใดๆ ด้วยตัวเองเลย ได้แต่วิ่งตามแห่ไปเรื่อยๆ นั้น ถือเป็นการบ่อนทำลายความอาจจักของสมองชนิดหนึ่ง

ที่มา: http://thaizones-hitech.blogspot.com/2014/11/blog-post_17.html

ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> http://thaizones-hitech.blogspot.com

วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ความเชี่ยวชาญอาทิตย์แรกของผมกับ “iPhone 6”

ภายหลังวางขายในไทยเป็นวันแรก จนกระทั่งวันที่ 31 ต.ค.ที่ลอดมา เชื่อว่าเหล่าสาวก  คงไม่พลาด ไปเข้าแถวรอถอยเจ้า iPhone 6 เหรอ iPhone 6 plus มาครอบครองในมือกันเรียบร้อยแล้วใช่มั้ยครับ?
เรื่องรีวิวรายละเอียดยิบย่อยต่างๆ หลายท่านอาจจะได้อ่าน หรือไม่เสพเปลี่ยนตาจากหลากหลายแหล่งข้อมูลมาแล้วไม่มากก็น้อย แต่เชื่อว่าปัจจุบันนี้ น่าจักยังมีเหล่า แอปเปิ้ลนิยม อีก หลายท่าน ที่กำลังคิดอยู่ว่า
เอ๊ะ! ฉันจะซื้อดีมั้ยหนอ? พร้อมๆกับมองไปยังไอโฟน 4, 4s, 5 หรือ 5s ที่อยู่ในมือปัจจุบันนี้

ส่วนของดีไซน์ด้านหน้าตัวเครื่อง 
ในฐานะที่ผมก็เป็นหนึ่งใน ผู้จงรักภักดี กับแบรนด์นี้มาพอสมควร ล่าสุดก็เพิ่ง ปลดเปลื้องเจ้า 5s ไปจากอ้อมอก เพื่อฉกเจ้า 6 มาแทนที่
ขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้ เผยเล่าเก้าสิบประสบการณ์ที่ใช้ชีวิตอยู่กับ เจ้า iPhone 6 สีทอง 64 GB มาเป็นระยะเวลานานเกือบอาทิตย์เต็มๆ (เหมือนนานมากเนอะ ฮ่าๆ) โดยจะขอใช้ iPhone 5s คนรักเก่าของผม เป็นบรรทัดฐานในการเปรียบเทียบ เผื่อจักช่วยใครที่ยังลังเลอยู่ ตกลงใจได้ว่าสรุปแล้ว ซื้อดีมั้ยว้า?!
- น้ำหนักมากไปป่ะ?
ตามข้อมูลที่แอปเปิ้ลระบุมาว่า 6 จะ หนักกว่า 5s อยู่ 17 กรัม (129 กับ 112 ตามลำดับ) สร้างความคลางแคลงใจแก่สาวกอยู่ไม่น้อย จนหลายๆคน รวมถึงผมเองก็กังวลว่า เห้ย! รุ่นใหม่กว่า ทำไมไม่พัฒนาให้เบาลง น้ำหนักมากกว่าเดิมได้ไงฟระ?
ตัวเครื่องด้านขวา
ตัวเครื่องด้านซ้าย
ปางได้ลองถือดูแล้วมัน ไม่ต่าง คือต้องระบุว่าเจ้า 6 นี่มันไม่ได้หนักอะไรเลย พอลองเทียบกับ 5s แล้ว คนทั่วไปนี่แยกไม่ออกแน่ๆว่า 17 กรัมที่ว่า มันแตกต่างกันยังไง?
สรุปง่ายๆตามความเข้าใจของผมเองนะครับ คือเจ้า 6 เนี่ยมันไม่หนักหรอก เจ้า 5s ต่างถ้าหากที่ออกมาครองโลกก่อน แต่ดันเบาเกิ๊น!
- ดีไซน์ตัวเครื่องใหญ่ไปมั้ย?
ข้อนี้ต้องเรียนตามตรงว่า สัมผัสแรก ณ ที่ร้าน ตอนหยิบขึ้นมานี่รู้สึกเลยว่า ใหญ่จังฟระ! แต่พอได้จับๆ ลูบๆคลำๆ จนเริ่มต้นชิน กลับรู้สึกว่า ยังอยู่ในเกณฑ์ที่มือตัวเองรับไหว(ผมสูง 180 ซม. แต่ขนาดมือ ไม่ถือว่าใหญ่มาก ถ้าเทียบกับผู้ชายที่รูปร่างใกล้เคียงกัน)
ส่วน 6plus ที่วางอยู่ใกล้ๆกัน สัมผัสแรกที่หยิบขึ้นมา ผมนี่.. ถึงกับวางคืนที่เดิมเลยครับ!! ไอ้นี่แหละใหญ่เกินไปของแท้!
นำเครื่อง iPhone4s iPhone5s พร้อมด้วย iPhone6 มาเปรียบเทียบหน้า
นำเครื่อง iPhone 4s iPhone 5s กับ iPhone 6 มาเปรียบเทียบด้านข้าง
นำเครื่อง iPhone4s iPhone5s กับ iPhone6 มาเปรียบเทียบด้านบน
ปุ่ม Home ที่เคยอยู่มุมขวาบน ถูกเปลี่ยนมาอยู่ด้านข้างขวาแทน ซึ่งตรงจุดนี้ผมมองว่าเจ๋งมาก เพราะถ้าผมใช้มือซ้ายจับเครื่อง ตำแหน่งมันจักอยู่ตรงนิ้วชี้(เหรอนิ้วกลางก็ได้)พอดิบพอดี
แต่ถ้าเปลี่ยนมาใช้มือขวา นิ้วโป้งก็พร้อมจักกดได้พอดีเป๊ะเช่นกัน ด้วยกันอีกเหตุผลที่ทูลว่า ใหญ่ในระดับพอรับได้ก็คือ มันยังยัดใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์ด้านหน้าได้ ชนิดที่ไม่โผล่หัวแหลมเกินออกมา ให้เสี่ยงหล่นใช่ไหมหายนั่นเองครับ
- หน้าจอเป็นไง?
ดีทีเดียวครับ! ขนาด 4.7 นิ้ว ของ 6 ให้ความรู้สึกการมองที่แตกต่างมากๆจากหน้าจอ 4 นิ้วของ 5s ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เวลาที่เราดูไฟล์วิดีโอหรือไม่ก็เล่นเกมต่างๆ มันเก็บภาพได้มากขึ้น
ทำให้เราไม่ต้องเพ่งกระบุงโกย จักสร้างแลนด์มาร์ค หรือไม่จะแชทไลน์ รู้สึกได้เลยว่า ฟิน มากขึ้นจริงๆๆครับ คอนเฟิร์ม!
ด้านหน้าตัวเครื่อง
ด้านความละเอียดหน้าจอที่มากขึ้นจาก 1136x640 พิกเซล เป็น 1334x750 พิกเซล พร้อมกับจอรุ่นเก่าจาก Retina display เป็น Retina HD display ประสิทธิภาพดีขึ้นชัดเจนครับ
ส่วนฟังก์ชั่น Reachability ที่เพิ่มเข้ามา ด้วยการแตะที่ปุ่มสแกนนิ้วสองครั้ง เพื่อเลื่อนหน้าจอลงมาให้กดง่ายขึ้น กรณีที่นิ้วแตะไม่ถึงไอคอนแถวบน ก็ช่วยได้บานตะไท ใช้งานได้มีประสิทธิภาพดีเลยทีเดียว
- กล้องชัดมั้ย?
แม้ว่าจำนวนพิกเซลจักยังคงยืนหยัดอยู่ที่กล้องหลัง 8MP ด้วยกันกล้องหน้า 1.2 MP เท่ากัน แต่สิ่งที่พัฒนาขึ้นคือ New Sensor ระบบ Autofocus แบบ Focus Pixel ซึ่งช่วยในการเกลี่ยแสงของภาพให้ดีขึ้น แถมยังเพิ่มขนาดของรูรับแสง
ทำให้ภาพมีความสว่างมากขึ้น พร้อมด้วยมี Noise น้อยลงในกล้องหน้าครับ เซลฟี่กันสนุกกว่าเดิมล่ะงานนี้!
ด้านหลังตัวเครื่อง
ส่วนวิดีโอ ก็มีโหมด Slo-mo แบบ 240 fps เพิ่มขึ้นมา เรียกบ้านๆก็คือ มันถ่ายสโลว์ได้ช้ากว่าเดิมอีก ส่วนโหมด Time-lapse ที่เหมาะเพื่อถ่ายวิดีโอในเวลานานๆ ก็น่าสนใจครับ ถือเป็นลูกเล่นใหม่ของ iOS8 ได้เลย
ลองมาดูตัวอย่างภาพถ่ายกันครับ
- การทำงานของเครื่องเป็นไง?
ด้วยชิป A8 ที่พัฒนาขึ้น ตรงจุดนี้ก็มีข้อแตกต่างที่ดีกว่า A7 อยู่ไม่น้อยครับ จากการทดลองเปิดแอพพลิเคชั่นต่างๆ แม้เครื่องจักทำงานหนัก แต่ก็ดูไหลลื่น ไม่กระตุกติดขัด พร้อมด้วยภาวะ แอพเด้ง ก็ไม่มีให้เห็นเลย
ยังรวมไปถึงการเรียกข้อมูลในเครื่อง, การประมวลผลรูปภาพในบราวเซอร์ขณะท่องเว็บไซต์ก็ให้ความรู้สึกลื่นไหล เรียกง่ายๆแบบบ้านๆก็คือ ดูมัน ฉลาดขึ้นกว่าเดิม นั่นเองครับ เป็นพวกถามปุ๊บตอบปั๊บ ตอบสนองได้ทันที ไม่มีอิดออด แต่ถ้ากรณีคำมั่นณอินเตอร์เน็ทไม่ใช่หรือไวไฟช้าเอง นั่นก็อีกเรื่องนึงนะจ๊ะ!
- แบตเตอรี่อึดขึ้นป่าว?
ถ้าตามข้อมูลที่แอปเปิ้ลแจ้งมา เขาตรัสว่าจักอยู่ได้นานขึ้นกว่า 5s ราว 20% ซึ่งว่าตามตรงก็ถือว่าไม่มากนัก แต่ถ้าเทียบกับไลฟ์สไตล์ของผมกับเจ้ารุ่นเดิม ออกจากบ้านมาทำงานตั้งแต่ 8 โมงเช้า แบตเตอรี่เต็ม 100% เล่นแอพหรือไม่ก็โทรเข้าออกตามปกติ ก็อยู่ได้ยันเลิกงาน 5 โมงเย็นครับ เหเอิกเกริก 20-30%
แต่สำหรับเจ้า 6 นี่ จากการทดลอง ด้วยลักษณะการใช้งานระยะเวลาพอๆกัน ตั้งแต่เช้าอยู่ได้จนถึงก่อนนอน 4-5 ทุ่มก็ยังไหวครับ 20-30% มีเหลือเลื่องแน่ๆ พร้อมทั้งถ้าไม่แตะเลย ให้เสรีภาพทิ้งไว้ทั้งคืน ยันเช้าของวันรุ่งขึ้น แบตก็แทบไม่ลดเลย มากสุดก็แค่ 2-3% เท่านั้นที่หายไป
อย่างไรก็ดี ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละคนด้วยนะครับ ถ้าเล่นเกมที่ความละเอียดสูงมากๆ หรือว่าใช้งานติดต่อกันเป็นชั่วโมงๆ ไม่ทันถึงเลิกงาน แบตคุณก็หมดอยู่ดีแหละ!
สรุปว่าประสบการณ์ใหม่ของผมกับเจ้า iPhone6 ในระยะเวลาสัปดาห์แรก ถ้าจักถามว่า ใช้ 5s อยู่ สมควรเปลี่ยนใหม่มั้ย?
ในฐานะคนที่เคยใช้ 5s มาก่อนเหมือนกัน ผมเอิ้นได้เลยครับว่า..
ไม่ว่าจะใช้ 5s หรือไม่ก็รุ่นไหนก็ตาม ถ้าจะซื้อ 6 มาใช้ รับรองไม่ผิดหวัง เหมาะกับทุกเพศทุกวัย ดีกว่าเดิมทุกอย่าง ถ้าจักมีจุดด้อยกว่าก็คงเป็นเรื่องเดียวคือ ความถนัดในการจับถือ นอกนั้นจุดเด่นของ 6 กลบ 5s มิดเลยครับ
ส่วน 6plus ขออนุญาตไม่พูดถึงนะครับ ก็เพราะว่ายังไม่มีประสบการณ์กินนอนอยู่ด้วยกัน แต่ถ้าจักจำกัดความสั้นๆก็น่าจักได้ว่าiPhone6plus ไม่น่าจะใช่ไอโฟนที่เหมาะเพราะด้วยทุกคน
ก็อย่างที่ประภาษตอนต้นล่ะครับ มันใหญ่เกินไปแน่แท้ๆ

วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ลมหายใจแผ่วๆที่เริ่มหายไปไป ของ iPhone 4 ในยุค iPhone 6

ลมหายใจแผ่วๆที่โหมโรงหายไป ของ iPhone 4 ในยุค iPhone 6



เข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนแปลงไปของ เทคโนโลยีถูกพัฒนาขึ้นไปสู่อีกระดับ การมาของ iPhone 6 สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับสาวกสมาร์ทโฟนแบรนด์ดังอย่าง Apple เป็นอย่างมาก ทั้งลูกเล่น ระบบการทำงาน หรือไม่ฟีเจอร์ใหม่ๆที่เพิ่มขึ้น กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างเฝ้ารอคอย



แต่ท่ามกลางความตื่นเต้นครั้งนี้นั้น ยังคงจะมีผู้ใช้สมาร์ทโฟนอีกจำนวนไม่น้อย ที่ยังคงใช้ชีวิตอยู่ร่วม iPhone รุ่นก่อนๆ จัดอยู่ในพวก สมาร์ทโฟนตกรุ่น พวกเขาเโจษกไม่ทำตามกระแส บางคนก็ยังใช้ iPhone 5 ก็เพราะว่ายังทำหน้าที่ได้ดีพร้อมด้วยไม่ค่อยมีปัญหาให้กลุ้มใจเกี่ยวกับระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ๆ

ด้วยกันบางคนก็ยังใช้คง iPhone 4 แม้ว่าชีวิตจักต้องช้าลงไปตามกาลเวลาที่ใช้งาน สวนทางกับแนวการพัฒนาที่ยิ่งขึ้นของระบบสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ นี่คือชีวิตปัจจุบันของคนที่ยังคงครอบครองมือถือสมาร์ทโฟน iPhone 4 ออริจินัล (ไม่ใช่รุ่น S) ซึ่งย้อนกลับไปตราบใดปี 2010 เคยเป็นปรากฏการณ์ กลายเป็นจุดเกริ่นต้นของโซเชียลมีเดียชื่อดังต่างๆ ในยุคปัจจุบัน

ด้วยว่าคนที่ใช้ iPhone 4 อยู่ในวันนี้ แม้ว่าเรื่องรูปร่างลักษณะจะสั้นกว่า iPhone 5 หรือไม่ผอมเพรียวเหมือน iPhone 6 แต่ iPhone 4 ก็ยังคงทำหน้าที่เป็นมือถือสมาร์ทโฟนได้คงทน ภายหลัง 4 ปีของการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่

ณ ในเวลานี้ผู้ใช้ iPhone 4 เเอิกเกริกกที่จักหยุดการอัพเดทระบบปฏิบัติการ iOS รุ่นใหม่ เพราะด้วยสัญชาตญาณที่รู้ถึงขีดจำกัดกับอายุการใช้งานของโทรศัพท์ตัวเอง ทำให้ iOS 6 คือระบบปฏิบัติการหลักที่คนยังใช้ iPhone 4 ยังเเลื่องลือกใช้อยู่ หากใครพลาดอัพเดทใช้ระบบปฏิบัติการ iOS 7 ไปแล้ว คงทำได้แค่ต้อง...ทำใจ

หนึ่งในปัญหาหลักของ iPhone 4 ในปัจจุบัน คงหนีไม่พ้นเรื่องระบบการทำงานที่ช้าลง ดังที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามระยะการใช้งาน กับขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา เท่าที่ฟีเจอร์หรือไม่แอปพลิเคชั่นต่างๆ ในยุคที่เลือกระฉ่อนกจะรองรับสมาร์ทโฟนรุ่นปัจจุบันมากกว่า ทำให้ต้องใช้ระบบความจำที่เพิ่มมากขึ้น ย่อมส่งผลต่อระบบการทำงานของเครื่อง iPhone 4

หลายคนก็เคยเกิดปัญหานี้ เปิดระบบกล้องกล้องถ่ายรูปได้เชื่องช้า ไม่ทันสถานการณ์ กดดูภาพจากแกลอรี่ต้องรอนานเกินไป หน้าจอค้างตอนจักถ่ายภาพ ไม่ก็ กดชัตเตอร์ถ่ายภาพแล้วเด้งหลุด นี่เป็นปัญหายิบย่อยที่อยู่คู่กับคนใช้ iPhone 4

บางครั้งเครื่องโทรศัพท์ก็ริเริ่มแสดงอาการเบลอๆ กดรับสายโทรเข้าอย่างไม่ลื่นไหล มีปัญหาหน้าจอค้างบ่อยๆ ซึ่งที่แท้ก็ก็เพราะว่าความช้าของเครื่องเท่านั้น (จากกรณีตัวอย่างดังกล่าวนี้หมายถึง iPhone 4 ที่ทะลวงการใช้งานมาแล้วสัก 2-3 ปี)



ถึงคราวนี้จักพบข้อเสียท่วมท้นแยะ แต่เจ้า iPhone 4 ก็ยังทำหน้าที่เป็นสมาร์ทโฟนได้ดีอยู่ในระดับหนึ่ง แม้ว่าคุณค่ากับสนนราคาจักลดลงโขไปตามกาลเวลา จากในอดีตเคยโหมโรงด้วยสนนราคามือถือที่หวือหวาราวๆ 24,xxx บาท แต่ปัจจุบัน iPhone 4 อาจจะมีราคารับซื้อแค่ไม่ถึง 4,xxx บาท ด้วยซ้ำไป

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตผู้ใช้ที่ยังใช้สมาร์ทโฟนรุ่นก่อน อาจจักต้องปรับเปลี่ยนมาใช้สมาร์ทโฟนรุ่นปัจจุบันพร้อมทั้งเข้ากับยุคระยะเวลา ก็เพราะว่าสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ถูกพัฒนาเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าเทคโนโลยีจักเป็นแค่วัตถุ มีจุดเริ่มต้นพร้อมด้วยจุดสิ้นสุด เมื่อทุกอย่างหยุดนิ่ง ไม่มีการพัฒนาต่อ ก็ถึงเวลาที่ผู้ใช้ต้องเปลี่ยนแปลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะว่าเทคโนโลยีกำลังนำหน้าเราอยู่ ทั้งที่เราควรจะนำทางให้เทคโนโลยีมากกว่า...?

ที่มา:http://hitech.sanook.com/1392655

ติดตามข่าวไอโฟน ไอโฟน 6 ไม่ใช่หรือข่าวไอทีอื่นๆ ได้ที่ : http://thaizones-hitech.blogspot.com/

ลือ!! Samsung Galaxy S6 ว่าจักประกอบด้วยการดีไซน์ใหม่เกลี้ยง !

Samsung Galaxy S6 - เพิ่งมีข่าวไม่ค่อยดีออกมาเกี่ยวเรื่องผลประกอบการของทาง Samsung ออกมาเพราะดูเหมือนว่ายอดขายพร้อมทั้งกำไรนั้นมีท่าจักลดลงอย่างต่อเนื่อง




โดยผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ปี 2014 นั้นซัมซุง มียอดขายมือถือลดลงกว่า 15% ถ้าเทียบกับไตรมาสที่ 2 พร้อมด้วยมีกำไรจากธุรกิจมือถือ ลดลงกว่า 60% ถ้าเทียบกับไตรมาสที่ 2

พร้อมกับถ้าหากนำกำไรไปเปรียบเทียบกับของไตรมาสที่ 3 ของปีก่อนนั้น Samsung มีรายได้ลดลงถึง 74% นับว่าสูงมากๆ

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ทำให้สื่อหลายๆ สำนักพากันวิเคราะห์เกี่ยวกับว่าการมาของ Samsung Galaxy S6 ว่าน่าจักมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของดีไซน์ใหม่ทั้งหมด

ส่วนหนึ่งคงเป็นผลมาจากการที่ Samsung Galaxy S5 ทำยอดขายได้หน้าผิดหวัง เนื่องด้วยผลตอบรับไม่ดีเท่าที่คาดหวังนั้นเอง

ด้วยกันแน่นอนว่าเจ้าแห่งข่าวหลุดอย่างเว็บไซต์ SamMobile ก็มักไม่พลาดข่าวแบบนี้เพราะล่าสุดนั้นได้นำเสนอข่าวเกี่ยวกับมือถือสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่ที่คาดว่าจักมีการเปิดตัวในปีหน้า ภายใต้โค้ดเนมว่า Project Zero ออกมาแล้ว

แม้ว่าคราวนี้นั้นจะยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับ ดีไซน์ หรือ สเปค Samsung Galaxy S6 เลย แต่ได้ เล่าออกมามากเท่าไรนัก แต่ที่แน่ๆ สื่อดังหลายสำนักก็พากันฟันธงว่ายัง มือถือสมาร์ทโฟนแบบใหม่ในตระกูล Galaxy S ก็น่าจะดีไซน์ Samsung Galaxy S6 ใหม่หมดแน่นอน!!

เรียกได้ว่าการมาของ Samsung Galaxy S6 ถือเป็นรุ่นแห่งความหวังใหม่ของทางซัมซุงเลยก็ว่าได้ งานนี้คงจะต้องติดตามกันหลังจากนั้นว่า Samsung Galaxy S6 จะดีขึ้นสวยขึ้น พร้อมด้วยเรียกความสนใจผลิตภัณฑ์ จากลูกค้ามากกว่ารุ่นเดิมๆ แค่ไหน

คาดว่าหมายเดือนเมษายน 2015 เราคงน่าจะได้เห็น  Samsung Galaxy S6 ตัวจริงกันจะมีความเปลี่ยนแปลงจากพี่น้องในตระกูลมากน้อยแค่ไหน? คงต้องลุ้นกันอีกยาวไกล

ที่มา:http://hitech.sanook.com/1392637

ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> http://thaizones-hitech.blogspot.com/

วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

SAMSUNG GEAR S เปิดฉากอย่างเป็นทางการวันแรกในประเทศไทย 7 พ.ย. นี้ 11,900 บาท พร้อมกับ GEAR CIRCLE มูลค่า 2,900 บาทเท่านั้น




ในที่สุดทางซัมซุงก็ประกาศวันวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วของ Samsung Gear S นาฬิกาอัจฉริยะใส่ซิมได้ที่ ใช้ควบคู่กับ Galaxy Note 4 เก๋ๆ โดยจักโหมโรงวางจำหน่ายกันในวันที่ 7 พฤศจิกายนเป็นต้นไปในสนนราคาโหมโรงต้นที่11,900 บาท ด้วยกันจักวางจำหน่าย Samsung Gear Circle พร้อมๆ กันที่สนนราคาขึ้นต้นต้น 2,900 บาทด้วย!!

คนไหนที่กำลังตั้งตารอ Gadget ตัวใหม่จาก ทางซัมซุงอยู่ วันที่ 7 นี้เตรียมตัวกันให้พร้อม สองคู่หูดูโอ Samsung Gear S พร้อมกับ Gear Circle จักบุกตลาดประเทศไทยกันอย่างเป็นทางการแล้วนั่นเอง ซึ่งสเปคคร่าวๆ ของทั้งคู่มีดังนี้

Samsung Gear S
– หน้าจอเป็น Curved Super AMOLED 2.0″ 360 x 480
– ชิปเซ็ตคือ Dual-core 1.0 GHz
– RAMที่ 512MB, ROMที่ 4GB
– มี Tizen OS
– แบตเตอรี่อยู่ที่ 300 mAh
– รองรับการต่อ WiFi, Bluetooth กับ USB 2.0
– มีเซ็นเซอร์ที่ติดมา Accelerometer, Gyroscope, Compass, Heart Rate, Ambient Light, UV พร้อมด้วย Barometer
– รองรับระบบ 3Gเคลื่อนความถี่ 850 / 900 / 1900 / 2100 MHz

Samsung Gear Circle
– ชิปเซ็ตคือ CSR 8670 : Support SoundAlive™, NR, EC
– รองรับการต่อ Bluetooth 3.0 / HSP / HFP / A2DP / AVRCP
– มีมอเตอร์มีระบบสั่น
– ตัวเครื่องเคเลื่องบเป็น p2i nano-coating กันเปียกกันชื้น
– แบตเตอรี่อยู่ที่ 180 mAh
– ชาร์จแบตเตอรี่ตัดผ่านทาง microUSB
– มีเซ็นเซอร์ที่ติดมา Magnetic Sensor (Smart Magnetic Clasp Control), Touch sensor (Volume Control)

ใครรออยู่ศูกร์นี้เตรียมตัวจ่ายกันได้เลยๆ

ติดตามข่าวมือถือซัมซุง โทรศัพท์มือถือ โน๊ต 4 กาแลกซี่โน๊ต ไม่ก็อื่นๆ ได้ที่ : http://thaizones-hitech.blogspot.com/computer/samsung


วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

Apple ข่าวสารในปี 2015 นักพัฒนาควรทำแอพฯ ที่รองรับ 64 บิตเท่านั้น

border=0

อีกไม่นานต่อจากนั้นนี้ แอพทุกแอพจะต้องรอบรู้รองรับการแสดงผล 64 บิตได้ทั้งหมด ทาง Apple ประกาศให้เริ่มต้นขึ้นภายในปีหน้า เพื่อให้เทคโนโลยี 64 บิทเข้าสู่รูปแบบการตลาดอย่างเต็มตัว
กระแส 64 บิต กำลังร้อนระอุขึ้น หลังจากทางฝั่ง Android ได้มีการบุกเบิกโหมโรงมือถือที่รองรับการแสดงผล 64 บิตบ้าง ที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พร้อมทั้งการมาของ lollipop อีก พร้อมทั้งแน่นอนว่าทางฝั่ง Apple ที่เป็นเจ้าแรกที่ริเริ่มเทคโนโลยี้นี้จึงไม่นิ่งเฉย ออกมาประกาศให้นักพัฒนาแอพฯใน iOS จะต้องทำแอพฯ ที่รองรับ 64 บิตต้องได้ทุกตัว กับจะต้องใช้ iOS 8 SDK ที่ใช้โปรแกรม Xcode 6 ขึ้นไป ภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2015 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดเป็นประสิทธิภาพของการใช้เทคโนโลยี 64 บิต ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนคำสั่งดังกล่าวยังไม่ส่งผลกระทบต่อบรรดาพวกแอพพลิเคชั่นที่มีอยู่บน App Store เดิม ก็เพราะว่า Apple ไม่มีแผนถอดแอพที่เป็น 32 บิทเดิมออกไป แต่ถัดจากนั้นนักพัฒนาต้องทำตามกฏที่ว่า และ ถ้าแอพฯใดไม่ปฏิบัติตามนั้น ก็จะถูก Remove ออกทันที

เหตุด้วยใครที่ยังใช้ iPhone 5s ลงไปที่ไม่รองรับ การแสดงผล 64 บิต อาจได้รับผลกระทบแน่นอน แต่กว่าจักเป็น 64 บิตทุกแอพฯ นั้น ยังต้องใช้เวลาอีกนาน


ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>>  http://thaizones-hitech.blogspot.com/ 

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ทำความรู้จัก System Restore การซ่อมปัญหาคอมฯสบายๆ เมื่อมีปัญหา

   ครั้นสัปดาห์ก่อนเรามีข่าวแจ้งเตือน 6 โปรแกรมอันตราย ที่ทางญี่ปุ่นออกเตือนประชาชนไม่ใช่ติดตั้งกันไปแล้ว วันนี้เรามีวิธีง่ายๆที่จะแก้ไขปัญหา ตราบโดนโปรแกรมอันตรายเหล่านั้นเล่นงาน หรือไม่จักใช้จนถึงมีปัญหา จากไวรัสพร้อมกับมัลแวร์อื่นๆ ก็ได้เช่นกัน
   อันตรายจากโปรแกรมพรรณยัดเยียดทั้งหลายนั้น นอกจากจักทำตัวเป็นมัลแวร์ เกาะติดหนึบในเครื่องคอมพิวเตอร์ ลบออกยากไม่ยอมตายแล้ว บางชนิดยังมีอันตรายต่อความปลอดภัยในข้อมูลส่วนตัวของเราอีกด้วย
   ก็เพราะว่าโปรแกรมบางตัวจะเป็นสปายแวร์ฝังตัวอยู่ในคอมพิวเตอร์ กับขโมยข้อมูลการใช้งานของคอมพิวเตอร์เรา ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ข้อความ ไอดี พาสเวิร์ด สำคัญต่างๆ พร้อมด้วยโปรแกรมบางตัวก็ยังทำการแก้ไข ดัดแปลงรีจิสเตอร์ของวินโดวส์เรา จนทำให้เครื่องพังได้อีกด้วย สุดท้ายก็ต้องลบพร้อมด้วยลงวินโดวส์ใหม่
   การลงวินโดวส์ใหม่แต่ละทีก็ไม่ใช่งานง่ายๆ ก็เพราะว่าแค่ติดตั้งวินโดวส์ใหม่ก็เสียเวลาแล้ว แต่ที่เสียเวลามากกว่าก็คือการแบ็คอัพข้อใลพร้อมกับโปรแกรมที่เราใช้งานเก่าๆ เอาไว้ก่อน
   เนื่องจากว่าลงวินโดวส์ใหม่ ไฟล์ต่างๆพร้อมทั้งโปรแกรมที่ลงไว้ก็จะหายหมด จึงต้องทำการแบคอัพไว้ที่ไดร์ฟเก็บข้อมูลสำรองก่อนที่จะฟอร์แมทวินโดวส์ทิ้ง ทำให้เสียเวลามาก System Restore จึงเป็นอีกทางเลือกระฉ่อนกในการแก้ปัญหาเพราะว่าที่ไม่ต้องลงวินโดวส์ใหม่
การใช้งาน System Restore (ทั้ง Windows 7 กับ 8)
   1 ไปที่เมนู Control Panel แล้วดับเบิ้ลคลิก System ตามด้วย System Protection
   2 จะมีป็อปอัพหน้าต่าง System properties ขึ้นมา ให้ไปที่ tab ชื่อ system protection แล้วคลิกที่ system restore
   3 กด Next แล้วจะมี Restore Point ขึ้นมาให้เราเลือกว่า เราจักทำการย้อนเวลาระบบวินโดวส์ไปยัง Restore Point ของวันที่เท่าไหร่
ซึ่งวินโดวส์จะมีการทำ Auto Restore Point ไว้บางส่วนแล้ว ตราบตอนที่วินโดวส์มีการเปลี่ยนแปลง อย่างเช่นวินโดวส์อัพเดต ไม่ก็ตอนที่เราติดตั้งโปรแกรมอะไรใหม่ๆในเครื่อง
   4 คราวเราเร่ำลือกวันที่จักย้อนเวลา Restore ระบบได้แล้วก็กด Next และ Finish เพื่อยืนยันการฟื้นคืนระบบ (แนะนำว่าก่อน Restore ให้รีเซตพาสเวิร์ดเครื่องก่อน สมมติคุณเพิ่งเปลี่ยนพาสเวิร์ดไป)
   เท่านี้เราก็รอบรู้ย้อนเวลาระบบไปยังวันก่อนที่เครื่องคอมพิวเตอร์จักมีปัญหาได้แล้ว แต่วิธีนี้ก็มีข้อเสียตรงที่ มันไม่เชี่ยวชาญเโจษจันกย้อนไปวันและเวลาที่ต้องการได้ เพราะระบบอัตโนมัติของวินโดวส์ จะบันทึก Restore Point ไว้บางส่วนเท่านั้น
   ด้วยกันที่สำคัญคือคุณจักต้องรู้ตัวเพราะเร็วว่าเครื่องคอมพิวเตอร์คุณโดนโจมตีแล้ว จักได้ Restore ไปได้ทัน เพราะว่าสมมุติรู้ตัวช้า อาจจะไม่ทันการแล้ว ก็เพราะว่าไม่มี Restore Point ช่วงเวลาก่อนหน้าที่โดนโจมตีแล้ว
   เหตุด้วยคนที่คอมพิวเตอร์ยังไม่โดนโจมตี เราเป็นได้เเลื่องลือกสร้าง Restore Point ได้เอง โดยคำสั่ง Create มันจักสร้าง Restore Point ในวันนั้นให้ (ใส่ชื่อของ Restore Point ได้เองตามชอบ)
   ไม่ก็ถ้าต้องการให้วินโดวส์เป็นได้บันทึก Restore Point ได้มากขึ้น ก็ไปปรับใน Configure เพื่อเพิ่ม Disk Space Usage เหตุด้วยสร้าง Restore Point เพิ่มขึ้นจาก จากปกติวินโดวส์จักใช้พื้น 10% ของฮาร์ดดิสค์ในการแบคอัพ Restore Point ถ้าเราเพิ่มขนาดพื้นที่ฮาร์ดดิสค์ มันก็จักสร้าง Restore Point ได้มากขึ้น
    เตรียมการป้องกันเอาไว้แต่เนิ่นๆ ดีกว่ามาเสียใจครั้นตอนสายนะครับ จะได้ไม่ต้องเหนื่อยกับการลงวินโดวส์ใหม่
ที่มา: http://thaizones-hitech.blogspot.com/
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> http://thaizones-hitech.blogspot.com/